วัดบางกุ้ง ค่ายบางกุ้ง

วัดบางกุ้ง (ค่ายบางกุ้งโบสถ์ปรกโพธิ์)

วัดและประวัติศาสตร์ชาติไทยอันยาวนานมักจะเป็นสิ่งที่คู่กันอยู่เสมอทั้งในจิตสำนึกและความรู้สึกของคนไทย ดั่งวัดบางกุ้งแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ซึ่งเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของเหล่าชาวบ้านและทหารหาญในบริเวณนี้ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยงดงามและเจริญรุ่งเรือง แต่ก็ต้องกลับเสื่อมโทรมและรกร้างเพราะพิษของการทำสงคราม แต่กระนั้นแล้วคนไทยผู้เป็นชาวพุทธรุ่นหลังย่อมไม่ปล่อยให้รกร้างเช่นนี้ตลอดไปเป็นแน่ จึงได้รื้อฟื้นและบูรณะเอาไว้ให้ลูกหลานได้เห็นได้ศึกษาดู วัดบางกุ้งแห่งนี้ถ้าได้มองได้มาดูและสัมผัสด้วยตาของตัวเองแล้วหลายท่านอาจติดใจถึงความลึกซึ้งเก่าแก่และทรงคุณค่าทางจิตใจยิ่งนัก

      วัดบางกุ้งแต่เดิมถูกล้อมรอบด้วยกำแพงค่ายของทหาร เพื่อใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาเรียกขวัญของทหารแต่เมื่อหลังจากเสียกรุงครั้งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นกรุงราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าให้เหล่าชาวจีน และชาวหัวเมืองที่อยู่ใกล้ รวบรวมเหล่าผู้คนมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวจีนจึงเรียกกันว่า ค่ายจีนบางกุ้ง และในปี พ.ศ. 2311 หลังจากเสียกรุงไปนาน 8 เดือน กองทัพทหารพม่านำโดยเจ้าเมืองทวายยกทัพบกและทัพเรือมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งแห่งนี้ไว้ แต่ด้วยจิตใจที่หวงแหนแผ่นดินไม่แพ้คนไทยชาวจีนที่เป็นทหารกลับสู้สุดใจมิได้ทิ้งค่ายหนีเอาตัวรอดไปแต่อย่างใดจนค่ายนั้นเกือบแตกพ่ายให้กับพม่า และเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชท่านทรงทราบ จึงยกกองทัพบุกไปตีพม่าจนแตกพ่ายไป ประวัติศาสตร์ที่กล่าวมา อาจมีบางท่านที่ได้ศึกษาหรือเรียนรู้มาเป็นอย่างดีแล้วย่อมรู้สึกได้ว่า วัดแห่งนี้มีกลิ่นอายของความเป็นมรดกของไทยแท้ๆมาแต่โบราณ มีความสวยงามอยู่ตัวเองอย่างมากมาย

     เมื่อเดินเข้าไปลักษณะภายนอกตัวพระอุโบสถมีรากไทรขึ้นปกคลุมทั้งหลังเหลือไว้เป็นช่องทางเข้าทางด้านหน้ามีศิลปะรูปปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาประดับด้วยเครื่องถ้วยซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมื่อก้าวเดินเข้าไปด้านในจะเห็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สลักจากหินทรายแดง แสดงปางมารวิชัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอยุธยาตอนปลาย แต่เดิมเป็นสีดำทั้งองค์เรียกว่า หลวงพ่อนิลมณีแต่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาชาวบ้านจึงพากันเอาทองมาแปะทนทั่วทั้งองค์พระจนกลายเป็นสีทอง ชาวบ้านมักเรียกกันว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อย และเมื่อท่านทั้งหลายมองไปรอบๆภายในอุโบสถแห่งนี้จะพบว่าฝาผนังของพระอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภาพพุทธประวัติและเมื่อเดินไปทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถจะพบกับสระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 4เมตร ยาว 7 เมตรที่ตัวขอบสระมีกำแพงเตี้ยกันไว้และกรุด้วยอิฐถือปูนลักษณะสอบลงไป

     และหากเดินไปทางด้านหลังจะพบกับศาลอยู่ด้านหลัง เรียกว่า ศาลนางไม้เจ้าจอมหรือศาลองค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์เจ้า) ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์มีผู้คนให้ความเคารพนับถืออย่างมาก ประวัติของศาลแห่งนี้เองก็เป็นจุดที่น่าสนใจยิ่งนักสำหรับท่านที่ชอบเรื่องราวของประวัติศาสตร์ หรือสิ่งลี้ลับ มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2531 บริเวณวัดนั้นเป็นเพียงป่ารกร้าง พระครูพระวินัยธร องอาจอาริโย ได้เดินธุดงค์มาที่วัดบางกุ้งและได้ปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ข้างอุโบสถ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ในขณะนั้นเงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่ตัวพระครูเองก็พอทราบประวัติของวัดบางบางกุ้งมาบ้างอยู่แล้วจึงเดินสำรวจบริเวณวัดซึ่งทราบมาก่อนว่าเป็นค่ายบางกุ้ง ในช่วงตกดึกมีผู้หญิงแต่งชุดไทยโบราณลักษณะผอมสูงใบหน้างาม มากราบไหว้เป็นประจำ แต่ไม่ทราบว่าเป็นใครต่อมาไม่นานเสาคานที่หน้าอุโบสถหล่นตกลงมาพิงอยู่ข้างอุโบสถ คืนนั้นเองท่านได้นิมิตเห็นผู้หญิงชุดไทยคนเดิมมาบอกให้นำไม้ท่อนนี้มาไว้ ที่หลังอุโบสถแล้วให้สร้างศาลด้วยท่านก็ทำตามให้ชาวบ้านช่วยกันนำไม้มาไว้หลังอุโบสถแล้วสร้างศาลให้ตามคำขอร้อง นำไม้ท่อนนั้นแกะสลักเป็นรูปหน้าผู้หญิงไม่มีแขนขาไว้ภายในให้ชื่อว่าศาลนางไม้เจ้าจอม” ผู้คนให้ความเคารพนับถือกันมากเพราะมีความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารแก่ผู้คนอยู่ เสมอ อันที่จริงแล้วประวัติยังมีอีกมากมาย ถ้าท่านผู้ใดสนใจเรื่องราวต้องการศึกษาเพิ่มเติม ขอให้ได้มาลองศึกษาด้วยตัวเอง ณ สถานที่แห่งนี้แล้วจะได้พบว่ามีอะไรอีกมากมายที่ให้ได้ค้นหาอย่างไม่รู้ลืม

Visitors: 49,436